
ทั้งนี้ เนื้อหาที่เฟซบุ๊กถือว่า "อันตราย" รวมถึง "การกล่าวอ้างอย่างจำเพาะเจาะจง" ต่อบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งซึ่งมีควาแตกต่างทางเชื้อชาติ สีผิว ศาสนา เพศ และสถานะความเป็นพลเมือง "เป็นภัยคุกคาม" ต่อความปลอดภัยทางร่างกาย สุขภาพ หรือแม้แต่ "การมีชีวิตอยู่รอด" ของบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กขยายขอบเขตนโยบายปกป้องผู้ลี้ภัย ผู้อพยพ และผู้ซึ่งกำลังแสวงหาถิ่นที่อยู่อาศัย ให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของการคุกคามผ่านสื่อด้วย
สำหรับการแจ้งให้ผู้ใช้งานรายอื่นทราบนั้น เฟซบุ๊กจะใช้วิธีขึ้นแถบคำเตือนประกอบการโพสต์และสื่อโฆษณาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือเพจใดเพจหนึ่งที่มีเนื้อหาชี้นำ ไม่เว้นแม้เป็นบุคคลมีชื่อเสียงในสังคม อาทิ นักการเมือง อย่างไรก็ดี เฟซบุ๊กยังทิ้งทายด้วยการปกป้อง "ประสิทธิภาพ" ของบริษัทในการกำจัดข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน โดยอ้างอิงสถิติของคณะกรรมาธิการยุโรป ว่าเฟซบุ๊กปิดกั้นการเข้าถึงเนื้อหาลักษณะนี้ 86% เมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้น 3.4% จากสถิติของปี 2561
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของเฟซบุ๊กเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากชนวนเหตุเรื่องการประท้วงสีผิวครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นผลจากการเสียชีวิตของนายจอร์จ ฟลอยด์ โดยทวิตเตอร์ใช้ "มาตรการป้องกัน" กับการทวีตหลายครั้งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ แต่เนื้อหาแบบเดียวกันนั้นกลับยังไม่ได้รับการปิดกั้นบนเฟซบุ๊ก ส่งผลให้จนถึงตอนนี้มีบริษัทชั้นนำมากกว่า 90 แห่งระงับการซื้อโฆษณาให้กับยักษ์ใหญ่ของวงการโซเชียลมีเดียโลก รวมถึงโคคา-โคลา และยูนิลีเวอร์ โดยยูนิลีเวอร์พักการซื้อโฆษณาบนทวิตเตอร์ด้วย.
เครดิตภาพ : REUTERS
"มีชื่อเสียง" - Google News
June 27, 2020 at 09:10AM
https://ift.tt/3i62iuO
เฟซบุ๊กเริ่มติดแท็ก'เนื้อหาอันตราย' ลดกระแสบอยคอต - เดลีนีวส์
"มีชื่อเสียง" - Google News
https://ift.tt/36UBHvx
No comments:
Post a Comment